จำนวนเข้าดู

วันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

วิธีการดูแลสุขภาพดวงตาง่ายๆ

http://img.kapook.com/image/health/060809_6.jpg
                  

              ดวงตา เป็นหน้าต่างของใจ และเป็นอวัยวะที่สำคัญส่วนหนึ่งของร่างกาย คราวก่อนเราแนะนำเรื่องการเลือกแว่นกันแดด ให้มีประสิทธิภาพที่สุดแล้ว คราวนี้จะมาพูดถึงการปฏิบัติและการดูแลสุขภาพดวงตาของเรา

การดูแลสุขภาพดวงตา

             ปัจจุบันนี้เราแทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ในการใช้สายตากับคอมพิวเตอร์ หรือจอโทรทัศน์ต่างๆ ยิ่งคนทำงานออฟฟิต หรือสายงานที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ที่ต้องจ้องหน้าจอคอมเป็นเวลานานๆ มักจะมีอาการปวดล้าสายตา ดังนั้นเราจึงควรดูแลและถนอมสายตาของเรา ซึ่งเป็นวิธีการง่ายๆได้ดังนี้
1. ใช้น้ำเย็นประคบดวงตายามเช้า ปกติเราตื่นมาก็ต้องล้างหน้าอยู่แล้ว เอาใจใส่ดวงตาของเราอีกซักนิดโดยการเอาน้ำเย็นมาประคบที่เปลือกตาซักครู่ จะช่วยให้ดวงตาของเรารู้สึกสดชื่นขึ้น และไม่ควรขยี้ตาหรือล้างหน้าแรงๆ
2. เลือกใช้แว่นกันแดดที่เหมาะสม อ่านได้จากโพสที่แล้ว การเลือกแว่นกันแดดเพื่อสุขภาพดวงตา
3.ไม่ควรมองจอคอมพิวเตอร์หรือทีวีเป็นเวลานาน หากจำเป็นต้องทำงานติดต่อกัน ควรพักสายตาเป็นเวลา 5-10 นาที ทุกๆชั่วโมง
4. กระพริบตาบ่อยๆ การกระพริบตา จะช่วยให้ดวงตาหลั่งน้ำตาออกมาเพื่อชะโลมดวงตาไม่ให้แห้ง และช่วยลดการระคายเคืองของดวงตาอีกด้วย
5. ถอดคอนแทคเลนส์ทุกครั้งก่อนนอน ดวงตาจะรับออกซิเจนทางผิวของดวงตา ดังนั้นไม่ควรสวมคอนเทคเลนส์เป็นเวลานาน หรือ ควรถอดก่อนนอน เพื่อเพิ่มการรับออกซิเจนของดวงตาและลดการระคายเคือง
6.ประคบเปลือกตาด้วยน้ำอุ่นก่อนนอน หากมีเวลา ก่อนนอนควรนำสำลีหรือผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่นประคบที่เปลือกตาก่อนนอน จะช่วยให้ดวงตาผ่อนคลายและกระตุ้นการหมุนเวียนของเลือดบริเวณเปลือกตา
             
            6 วิธีนี้เป็นวิธีง่ายๆในการดูแลสุขภาพดวงตา เรามีดวงตาเพียงแค่คู่เดียวเท่านั้น รักษาให้ดีๆยังไงก็ติดติดตามบทความต่างๆเรื่องการชะลอความแก่และการดูแลสุขภาพด้วยตัวเอง ได้ที่บล๊อก

การบริหารเวลา


https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjEQmuzftmJxqVUYGDrs5qVz3Y9Zb7Ap8h_MaxT9C9HMVLLXpNPDE9KMFMgYwQdCfZs67k95mg7fM1Ry6O-eKwJvCh07flHFYbt4cKhhSpsBxzLrIySur7tf8JP82Wqcfa5pqqI4a9-pfnp/s1600/life-watch.jpg

ความยุติธรรมของโลกที่มีต่อมนุษย์ก็คือ  เวลา  ทุกคนมีสิทธิที่จะใช้เวลาวันละ  24  ชั่วโมง  เท่าเทียมกัน   จุดตั้งต้นของเราอาจจะพร้อมกัน  เช่น  เกิดปีเดียวกันจบระดับประถมศึกษา  มัธยมศึกษา  หรืออุดมศึกษาพร้อมกัน  แต่ทำไม่  อีก  5  ปี  10  ปี  ต่อมาจึงแตกต่างกัน  ไม่ว่าหน้าที่การงาน  หรือฐานะความเป็นอยู่  ถ้าเราไม่มัวโทษดิน  ฟ้า  หรือหาข้อแก้ตัวใด    แล้ว สิ่งหนึ่งซึ่งจะมอบด้วยสายตาเป็นธรรมก็คือความสามารถในการบริหารเวลาไม่เท่าเทียมกัน  เพราะฉะนั้น  ยิ่งเนิ่นนานไป  เท่าใด      ความห่างกันก็จะเพิ่มมากขึ้น

นักบริหารกับการบริหารเวลา

                   ถ้าศึกษาประวัตินักบริหารชั้นเยี่ยมระดับมืออาชีพทุกวงการจะมีความเหมือนกันอยู่ประการหนึ่ง  ก็คือ      เวลากว่า  50 %  ของเขาจะใช้ในการวางแผน     เพราะการวางแผนที่รอบคอบรัดกลุ่มจะประหยัดทรัพยากรและสามารถใช้ทรัพยากรซึ่งนับวันจะจำกัดให้มีประสิทธิภาพสูงสุด  ซึ่งรวมทั้งเวลาด้วย  เพราะฉะนั้น  ในเวลาที่เท่ากัน   นักบริหารจะสามารถผลิตผลงานออกมาได้ทั้งปริมาณ  และคุณภาพที่เหนือกว่าและเยี่ยมกว่า

การวางแผนบริหารเวลา

                  นักบริหารจะไม่ปล่อยชีวิตให้เป็นไปตามพรหมลิขิตแต่ละเป็นกำหนดชีวิตและบงการชีวิตโดยเป็นผู้จัดสภาพแวดล้อม  และเวลาเป็นเครื่องกรุยทางให้ชีวิตดำเนินไปอย่างมีเป้าหมาย  เพราะฉะนั้น   นักบริหารทุกคนจะมีเป้าหมายสูงสุดของชีวิตด้วยการกำหนดปฏิทินชีวิต  ปฏิทินประจำปี  ปฏิทินประจำเดือน  และปฏิทินประจำวัน          ในที่สุดดังจะขยายความปฏิทินแต่ละประเภทพอเป็นสังเขป  ดังนี้
                1.  ปฏิทินชีวิต  นักบริหารทุกคนจะต้องตอบตัวเองได้ว่า
                                -  เป้าหมายสูงสุดของชีวิต  คืออะไร  และเมื่อไหร่
                                -  ก่อนจะสู้เป้าหมายสูงสุดของชีวิตนั้นจะต้องผ่านบันไดกี่ขั้น
                2.  ปฏิทินประจำปี  นักบริหารทุกคนจะต้องคาดการณ์ได้ว่า
                                -  บันไดแต่ละขั้นที่จีนสู่เป้าหมายสูงสุดของชีวิตจะต้องใช้เวลากี่ปี
                                -  แต่ละปีจะต้องเตรียมตัวอย่างไร  และจะดำเนินแนวทางชีวิตอย่างไร
                3.  ปฏิทินประจำเดือน  นักบริหารทุกคนจะต้องรู้ล่วงหน้าว่า
                                -  งานในรองเดือนที่ต้องทำโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้นั้นมีอะไรบ้าง  และเมื่อไหร่
                                -  งานใดบ้างที่จะรับเข้ามาในปฏิทินประจำเดือน  โดยไม่กระทบกับงานหลัก  และส่งเสริมบันไดชีวิต
                4.  ปฏิทินประจำวัน  นักบริหารทุกคนจะต้องสามารถวิเคราะห์แยกและจัดลำดับงานก่อนหลังได้อย่างเหมาะสม    โดยยึดหลักความสำคัญ  จำเป็น  และมีเงื่อนไขของเวลาคอยกำกับ  กล่าวคือ
                                4.1  งานสำคัญที่จะต้องทำ
                                                -  เร่งด่วน
                                                -  ไม่เร่งด่วน
                                4.2  งานสำคัญที่ควรจะทำเพื่อเสริมงานหลัก
                                                -  เร่งด่วน
                                                -  ไม่เร่งด่วน
                                4.3  งานที่น่าจะทำเพื่อปรับเสริมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
นโยบายเปิดประตู  (Open  door  Policy)
                   นักบริหารมืออาชีพลงความเห็นว่า  การเปิดประตูให้ทุกคนเข้าพบตลอดเวลานั้น   จะทำให้สะดุดงานหลักของผู้บริหาร  คือ  การวางแผนเพื่อสั่งการ  ทำให้ความคิดไม่ต่อเนื่อง  หรืออาจจะไม่มีคุณภาพ  หรืออาจจะล้มเหลวในที่สุด  แต่ผู้บริหารจะต้องจัดเวลาช่วงหนึ่ง  โดยให้เป็นที่รู้กันว่าเป็น  เวลาที่เข้าพบปรึกษาได้  ส่วนเวลานอกเหนือจากนั้น จะพบได้ก็ต่อเมื่อมีความจำเป็นเร่งด่วนจริงเท่านั้น
การบริหารเวลากับการบริหารชีวิต
                   การบริหารเวลามิได้หมายความว่า  การจัดเวลาเพื่องานเท่านั้น  แต่หมายถึงการ จัดการเวลาให้กับชีวิต  เพราะองค์ประกอบของชีวิตนั้นมีหลายประการ  เช่น  ความสุขส่วนตัว  ครอบครัว  และสังคม   เพราะฉะนั้นนักบริหารจะต้องบริหารเวลาให้สอดคล้องสมดุลย์กับการบริหารชีวิต  ให้เป็นสุขในชีวิตส่วนตัวและประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานด้วย  จึงจะถือว่าก้าวขึ้นสู่บันไดสูงสุดของนักบริหาร

การแต่งตัวสำหรับไปทำงาน

คุณ ประโยชน์ของชุดทำงานแบบลำลองซึ่งไม่เป็นทางการมากเกินไปนัก และไม่ใช่เครื่องแบบที่บังคับใช้ ช่วยให้บุคลากรขององค์กรสามารถแสดงออกซึ่งความคิดสร้างสรรค์ อันเป็นรสนิยมเฉพาะตัว และความเป็นตัวของเขาเองได้ชัดเจนมากกว่า นอกเหนือจากนี้เครื่องแต่งกายที่เอื้อให้เกิดความสะดวกสบายคล่องแคล่วในการ ทำงานยังช่วยให้ผลผลิตของงานทั้งในทางคุณภาพและปริมาณดีขึ้น อีกทั้งผู้ปฏิบัติงานก็มีความพึงพอใจในการทำงานและมีความสุขในการปฏิบัติ หน้าที่ในที่ทำงานตามไปด้วย


http://blog.eduzones.com/images/blog/magazine/20110921165509.jpg

          อย่าง ไรก็ตาม ระดับและลักษณะแห่งความลำลอง ของชุดทำงานควรอยู่ในขอบเขตจำกัดที่เหมาะสมพอดี ไม่ตามสบายมากเกินไปจนดูน่าเกลียดและไม่น่าดู ความไม่เหมาะสมอันเนื่องมาแต่ลักษณะการแต่งกายที่ตามสบายมากจนเกินไปมาทำงาน ทำให้บุคลากรผู้แต่งชุดทำงานลำลองเกินกว่าเหตุนั้น "ดูไม่ดี" ประหนึ่งเป็นผู้ไม่รู้จักกาลเทศะ ไม่รู้ความเหมาะและควร

          วันนี้ เราจะมาพิจารณาว่าข้อควรงดเว้นหรือสิ่งที่ไม่ควรกระทำในการแต่งกายชุดทำงาน แบบลำลอง หรือการแต่งกายมาทำงานอย่างสบายๆ ไม่เป็นทางการมีในประการใดบ้าง

          ข้อควรงดเว้นในการแต่งกายชุดทำงานแบบลำลอง

          รองเท้าแตะณ สถานที่ทำงานใดๆ ก็ตามถึงหากแม้นว่าองค์กรแห่งนั้นจะเปิดโอกาสให้บุคลากรในทุกระดับแต่งกาย ตามสบายมาทำงานได้มากเพียงใดก็ตาม ก็เป็นการมิบังควรอย่างยิ่งที่พนักงานบางคนจะถือโอกาสสวมรองเท้าแตะมาทำงาน ไม่ว่ารองเท้าแตะคู่นั้นจะสวยหรือแพงมากเพียงใด เพราะรองเท้าแตะก็คือรองเท้าแตะอยู่วันยังค่ำ แบบและราคาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงรองเท้าแตะให้กลายเป็นรองเท้าชนิดอื่นไปได้

          ทั้ง นี้ เนื่องจากระดับของรองเท้าแตะมีความจำกัด คือ เหมาะที่จะสวมอยู่ที่บ้าน หรือตามสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแหล่งพักผ่อนที่มีน้ำ เช่น บริเวณชายหาดเท่านั้น ทั้งนี้หมายรวมไปถึงรองเท้าแตะชนิดรัดส้นของคุณสุภาพบุรุษ ซึ่งก็ไม่อนุโลมให้นำมาใช้ ณ สถานที่ทำงานด้วยเช่นกัน และไม่ว่าจะใช้กับถุงเท้าหรือโดยปราศจากถุงเท้าก็ตามรองเท้าแตะทุกชนิดทุก ประเภท ไม่ควรนำมาใช้กับชุดทำงานแบบลำลองทั้งสิ้น

          เสื้อยืดคอกลมขอความกรุณาคุณสุภาพบุรุษโปรดอย่าคิดว่าเป็นเรื่องสนุกหรือมี วัตถุประสงค์ เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความเป็นกันเองมากๆ ในที่ทำงานชนิดที่ว่าให้เกิดความครื้นเครง คึกคะนองอย่างสุดยอดโดยการสวมเสื้อยืดคอกลมสีสันฉูดฉาด อีกทั้งมีภาพและถ้อยคำดึงดูดใจให้คิดไปได้หลายทาง สองแง่สองมุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเชิงหยาบโลน เสื้อยืดคอกลมแนวดังกล่าวเหมาะที่จะสวมใส่ไปท่องเที่ยวในย่านที่มีนักท่อง เที่ยวคึกคะนอง เช่น แหล่งชุมชนยามราตรีบางแห่ง คงเป็นการเหมาะสมกว่าที่ทำงาน

          ใน ขณะที่พนักงานบางท่านขององค์กรแห่งวิชาชีพอาจมีความคิดว่า เสื้อยืดคอกลมสวมสบายทำให้ดูเป็นกันเองแบบสนุกๆ ง่ายๆ แต่เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ รวมทั้งผู้บังคับบัญชาและลูกค้าอาจไม่สนุกด้วยเพราะดู "มักง่าย" เกินไป ผู้พบเห็นทั้งปวงอาจคิดไปได้ว่า การสวมเสื้อยืดคอกลมมาทำงานนั้น เป็นการกระทำของบุคลากรผู้ช่างไม่มีความคิดเอาเสียเลย จนไม่อาจสามารถหยั่งรู้ถึงความเหมาะควรในเรื่องเครื่องแต่งกายชุดทำงาน เสื้อยืดคอกลมมีความหมายแห่งสารหรือเมสเซสในตัวของมัน ที่สื่อให้ผู้อื่นเห็นว่าผู้สวมตระหนักในความเหมาะและควรมากน้อยเพียงใด

          เสื้อผ้าอันมีขนาดไม่พอเหมาะพอดีกับรูปร่างเครื่องแต่งกายที่คับเกินไป หรือในทางตรงข้ามหลวมมากเกินไป มิได้ช่วยให้ผู้สวมใส่ดูดีเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสื้อผ้าที่คับติ้วรัดรูปมากเสียจนดูเสมือนว่าตะเข็บแทบ ปริเป็นแห่งๆ ทำให้ผู้พบเห็นเกิดเวทนาขึ้นในใจ ชวนให้ปลงสังเวชต่อทุกรกิริยาของสังขารที่ได้เห็น

          ฝ่าย เสื้อผ้าที่หลวมโพลกเพลกก็ทำให้ผู้สวมมีสภาพใกล้เคียงกับหุ่นไล่กา กางเกงหลวมแนวแร็พ แบบที่กลุ่มวัยรุ่นในชุมชนแออัดบางแห่งในประเทศสหรัฐอเมริกานิยม ซึ่งรู้จักกันทั่วไปว่า สตรีต ลุค คือกางเกงที่มีขนาดใหญ่มาก หลวมมาก และขายาวมากกว่าขนาดที่พอดีกับรูปร่างของผู้สวมใส่ คงไม่เหมาะที่จะนำมาใช้ในที่ทำงาน โดยเฉพาะชายขาของกางเกงที่ยาวเกินต้องการจนลากไปตามพื้นดูไม่สะอาดเลย โปรดกรุณาอย่าสร้างภาพลักษณ์ของตนเอง ณ ที่ทำงานในแบบฉบับที่เป็นกลุ่มเดียวกันกับขาโจ๋วัยจ๊าบผู้ชอบใช้เวลาเป็น วันๆ โดยไม่สนใจจะทำงานอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอัน หรือที่เป็นประโยชน์นอกจากการฟังเพลงแร็พ และเข้ากลุ่มเพื่อนอยู่ตรงหัวถนนหรือปากซอยซึ่งแน่นอนครับ มันเป็นคนละบรรยากาศกับสถานที่ทำงานของบุคลากรในวิชาชีพ ซึ่งต้องการศักยภาพในการทำงาน

          ฉะนั้น เสื้อผ้าที่มีขนาดไม่พอเหมาะพอดีกับรูปร่างของผู้สวมใส่ทั้งสองประการ คงไม่ใช่เครื่องแต่งกายที่สมควรจะนำมาใช้เป็นชุดทำงานในองค์กรที่ต้องการ บุคลากรระดับมืออาชีพ

          การเปลือยเนื้อหนังบริเวณที่ปกติควรปกปิดขอความกรุณาคุณสุภาพบุรุษผู้ ประสงค์จะแต่งกายชุดลำลองไปทำงาน โปรดงดโชว์ผิวหนังบริเวณอวัยวะส่วนต่ำล่างสุดของร่างกาย คือ เท้า ข้อเท้า และน่องที่ปราศจากถุงเท้า เพราะอวัยวะบริเวณนี้ปกติแล้วควรปกปิด ขณะประจำการที่ทำงาน ถุงเท้าที่เราใช้ควรให้แน่ใจว่ามีขนาดความยาวมากพอที่จะหุ้มข้อเท้า และน่องในขณะเมื่อเรานั่งหรือไขว่ห้าง

          "การ ห้าม" ในข้อนี้ คงต้องรวมไปถึงกรณีการงดใช้เสื้อทุกชนิดที่เป็นแบบแขนกุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เสื้อกล้าม เพื่อสวมไป ณ สถานที่ทำงานด้วยเช่นกัน การสวมเสื้อที่มีคอ และแขนตลอดจนรองเท้าหุ้มส้น และถุงเท้าที่มีความยาวมากพอจะช่วยปกปิดผิวหนัง ของอวัยวะส่วนที่ควรปกปิดให้มิดชิดพ้นสายตาผู้พบเห็น เป็นสิ่งที่พึงกระทำและเป็นการแต่งกายที่ช่วยมิให้ดูตามสบายหรือลำลองมากจน เกินความพอดี
 

29 วิธีทำให้มีเพื่อนเยอะๆ

1. ร่าเริงตลอดเวลา(แต่อย่าทั้งวันล่ะ เดี๋ยวชาวบ้านเขาว่า....(บ้า) )
2. โมโหแค่ไหนก็ต้องยิ้มสู้ไว้ก่อน
3. อย่างกให้มากนัก
4. วันเกิดเพื่อนน่ะ ห้ามลืมเด็ดขาด
5 บางทีให้เพื่อนลอกเลียนแบบก็ไม่ใช่เรื่องต้องห้ามนะ
6. การแสดงออกว่าห่วงเพื่อน ไม่ใช่เรื่องน่าอายหรอกน่า
7. ยอมเสียฟอร์มด้วยการพูดคำว่า "ขอโทษ" บ้างก็ดี
8. เพื่อนที่ดีจะจำเบอร์เพื่อนได้
9. เพื่อนที่ดีจะจำชื่อพ่อ-แม่-พี่-น้องของเพื่อนได้ๅ
10. แต่เพื่อนที่ดี เค้าไม่เอาชื่อพ่อ-แม่เพื่อนมาล้อหรอก นะ 
11. พวกที่เห็นแก่ตัวน่ะ เพื่อน ๆ เกลียดนัก
12. เช็คดูซิว่า เคยแบ่งขนมให้เพื่อนกินบ้างรึเปล่า
13. อย่าเอาเปรียบเพื่อนเด็ดขาด
14. ยืมข้าวของแล้วต้องคืนทุกครั้ง
15. ถึงสนิทกันแค่ไหน ก็อย่าลืมที่จะพูดคำว่า "ขอบคุณ" 
16. บางครั้งการเม้าส์ก็ทำให้เราสนิทกับเพื่อนได้มากขึ้น
17. เคยปลอบเพื่อนบ้างมั๊ย ถ้าไม่เคยก็หัดซะ
18. แต่อย่าเม้าท์เพื่อนของตัวเองเด็ดขาด
19. พยายามทำความเข้าใจเพื่อนให้มาก ๆ
20. อย่าเอาความรู้สึกของเราไปเป็นบรรทัดฐานในการ ตัดสินเพื่อน
21. เพื่อนที่ดีน่ะ เค้าไม่ชวนกันทำเรื่องไม่ดีหรอกนะ
22. เพื่อนที่ดีคือคนที่คอยรับฟังปัญหาไม่ใช่คนที่ซ้ำเติม
23. การเตือนสติเมื่อเพื่อนออกนอกลู่นอกทาง ก็เป็นหน้าที่ของเพื่อนที่ดีเช่นกัน
24. อย่าไปทำตัวเป็นผู้ปกครองให้เพื่อนซะเองหล่ะ
25. การให้อภัย คือแม่เหล็กใหญ่ในการดึงดูดเพื่อนเลย 
26. อย่าเผลอไปแย่งแฟนเพื่อนเชียว
27. อย่างทิ้งเพื่อนในเวลาที่เพื่อนไม่มีใคร
28. คนเราจะเห็นน้ำใจกัน ในยามทุกข์ไม่ใช่ยามสุข 
29. สุดท้ายกอดคอกันร้องไห้ ซับน้ำตาให้กันและกัน ใครว่าเป็นเรื่องน้ำเน่า



http://www.npzmoon.com/wp-content/uploads/2013/05/20162.jpg

เทคโนโลยีแห่งอนาคต2020



           

               หาก พูดถึงเทคโนโลยีในทุกวันนี้ก็ต้องยอมรับว่ามันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ ชีวิตเราไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ ฯลฯ คุณเคยจินตนาการถึงวันของคุณในปี 2020ไหม? เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและรูปร่างหน้าตาของอุปกรณ์ต่างๆ ก็เริ่มจะมีเค้าโครงไปสู่โลกอนาคตตามที่คาดการณ์กันไว้แล้ว จากวี ดีโอด้านล่างนี้ ได้พูดถึงชีวิตประจำวันของเราในอนาคต ในปี 2020 จะมีการรวมเทคโนโลยี ระหว่างเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีการสื่อสาร และเทคโนโลยีการแพร่ภาพกระจายเสียง เป็นการใช้เทคโนโลยี Cloud ร่วมกับทัชสกรีน

               ตัวอย่าง จากวีดีโอคือ กระจกไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ เป็นระบบดิจิตอล มีประสิทธิภาพสูง มีความทนทาน มันก็คือผ้าม่านอิเล็กทรอนิกส์ของคุณนั่นเอง มันจะทำงานโดยระบบการตั้งเวลาจากจอทีวีกระจก LCD ที่มีขนาดใหญ่และบางพิเศษ ต่อมาคือ Architectural Display Glass เป็นกระจกที่ใช้งานระบบอิเล็กทรอนิคส์ ไวต่อการสัมผัส คุณสามารถเปิดหน้าต่างการสนทนา ข่าว ปฏิทิน ฯลฯ ไปพร้อมๆกันในระหว่างที่คุณกำลังทำธุระส่วนตัวอยู่ได้ ส่วนเครื่องใช้ในครัวหรือเตาแก๊ส เรียกว่า Architectural Surface Glass มีลักษณะทนความร้อน มีหน้าจอแสดงการใช้งาน เป็นเตาแก๊สที่คุณสั่งการโดยระบบสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นการเปิดปิด หรือ การเร่งความร้อน  สำหรับการทำงานของคุณก็มี Work Surface Display Glass เป็นพื้นที่ที่คุณสามารถพรีเซ้นงานได้อย่างสะดวกสบาย Electronics Ready Glass ช่วยให้คุณสะดวกสบายในการ Shopping คุณสามารถดูแคตตาล็อคบนจอแก้วขนาดใหญ่เพื่อเลือกซื้อของตามที่คุณต้องการได้ ทันที ซึ่งเทคโนโลยีนี้ในปัจจุบันก็เริ่มมีการคิดค้นออกมาแล้วด้วย เทคโนโลยี นี้ผู้ใช้สามารถสั่งงานและเข้าถึงได้จากทุกที่ทั่วทุกมุมโลก เพียงแค่จ่ายค่าบริการเหมือนการใช้งานบริการทั่วไป ไฟฟ้า ประปาน้ำมัน โทรศัพท์ ฯลฯ เป็นต้น

การฝึกตัวเองให้มีภาวะผู้นำ

http://www.baanjomyut.com/library_2/leadership_skills/01.jpg

หน้าที่อย่างหนึ่งในการ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ คือ การกระตุ้นให้เกิดภาวะผู้นำ ไม่เพียงแต่ในระดับผู้บริหาร ผู้จัดการ หรือหัวหน้างานเท่านั้น แต่หมายรวมถึง พนักงานทุกคนในองค์กร
ด้วยความจริงที่ไม่อาจ ปฏิเสธได้ว่า คนไทยเราไม่ค่อยกล้าแสดงออกถึงความเป็นผู้นำ มักรอให้มี “ฮีโร่” เริ่มต้นทำก่อน แล้วจึงทำตาม หากจนแล้วจนรอดในกลุ่มไม่มีผู้กล้าเลย ก็ต้องมีคนหนึ่งซึ่งถูกสถานการณ์บังคับให้เป็น “ผู้นำจำเป็น”
จากสถานการณ์ที่บีบ บังคับให้เราต้องเป็นผู้นำนั้น ทำให้เห็นว่าจริงๆ แล้วภาวะผู้นำมีอยู่ภายในตัวเราทุกคน หากมีการเรียนรู้ ฝึกหัด และอบรมอย่างสม่ำเสมอ ก็ไม่ยากที่จะกระตุ้นภาวะผู้นำในตัวบุคคลออกมาได้ มาดูกันว่าคุณลักษณะใดบ้างที่ควรพัฒนาสำหรับผู้ที่จะก้าวสู่การเป็น “ผู้นำ”
  1. ความเชื่อมั่น ผู้นำที่ดีต้องมีความเชื่อมั่น เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับผู้นำ เพราะถ้าเรายังไม่เชื่อมั่นในตัวเองแล้ว การที่ใครมาศรัทธาและไว้วางใจในตัวเราก็คงเป็นไปได้ยาก แต่ก็ใช่ว่าเราจะเชื่อแต่ตัวเราเองเท่านั้น ผู้นำที่ดีต้องรู้จักรับฟังผู้อื่นด้วย
  2. ทักษะในการฟัง ผู้นำที่ดีจะต้องเป็นผู้ที่รับฟัง อย่างตั้งใจ และมีศิลปะในการฟัง ดังมีผู้กล่าวว่าการฟังคือการเรียนรู้ที่ดีที่สุด เมื่อเราพูดเราจะรู้เท่าที่เราพูด แต่เมื่อเราฟังเราจะรู้ในสิ่งที่เราไม่รู้ ผู้นำจึงจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะเข้าใจคนที่เราจะนำ เพื่อรับฟังปัญหา ตลอดจนความคิดเห็นต่างๆ และเป็นที่ปรึกษาในการแก้ปัญหา ปรับปรุงการทำงานให้สัมฤทธิ์ผลตามจุดมุ่งหมาย 
  3. การตัดสินใจ ผู้นำที่ดีต้องกล้าตัดสินใจ ทั้งนี้ก่อนที่ตัดสินใจนั้นในเรื่องใดๆ ลงไปนั้น ผู้นำต้องมีกรอบความคิด และการวางแผนงานอย่างเป็นระบบ เรียนรู้ที่จะหาข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ อย่างไรก็ดี หากยังไม่มั่นใจ ควรมีที่ปรึกษาไว้ช่วยในการตัดสินใจด้วย
  4. การยอมรับในจุดอ่อน การกระทำที่ผิดพลาดอย่างหนึ่ง ของผู้นำ คือ การพยายามแก้ปัญหาทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ยอมพึ่งพาผู้อื่น เมื่อใดก็ตามที่เราไม่ยอมรับในจุดอ่อนของตน และพยายามสร้างสมมติฐานเอาเอง เมื่อนั้นโอกาสที่เราจะตัดสินใจผิดพลาดมารออยู่ตรงหน้าแล้ว พึงเข้าใจว่า ผู้นำไม่ใช่ยอดมนุษย์ จึงไม่จำเป็นต้องทำได้ทุกเรื่อง สิ่งที่ควรทำคือ ยอมรับในจุดอ่อนของตน และหาคนที่ไว้ใจได้มาเป็นที่ปรึกษา การขอความช่วยเหลือไม่ได้ทำให้ศักดิ์ศรีของคุณหมดไป ดังนั้นจงอย่าอายที่จะถาม
  5. การมีส่วนร่วม ผู้นำที่ดีต้องไม่ยึดติดกับตำแหน่ง และอำนาจ ผู้นำที่จะมัดใจลูกน้องได้คือคนที่เข้าหาพวกเขา ร่วมเผชิญปัญหา และฝ่าฟันไปพร้อมๆ กับพวกเขา ให้คำแนะนำพวกเขาในสิ่งที่เราเคยผ่านมา รวมทั้งยินดีในความสำเร็จร่วมกับพวกเขา
เริ่มต้นพัฒนาคุณลักษณะ 5 ประการข้างต้นให้แก่บุคลากรในองค์กรของคุณ เพื่อสร้างผู้นำ นำทัพพาองค์กรก้าวไปสู่ปลายทางแห่งความสำเร็จ

บุคลิกภาพกับการนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงาน

 
http://blousecardigan.com/wp-content/uploads/2012/09/%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%97%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%A81.jpg


ประยุกต์ใช้กับงานด้านการคัดสรรหาพนักงาน (Recruitment) 

           ในการคัดเลือกบุคลากรให้มีบุคลิกภาพที่ต้องการนั้นจะมุ่ง พิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครหลาย ๆ ด้าน ประกอบกันในการคัดเลือก เช่น ความรู้ ทักษะ รูปร่าง สุขภาพ กิริยาท่าทาง การ ควบคุมอารมณ์ และทัศนคติที่มีต่อบุคคลอื่น เป็นต้น การนำมาประยุกต์ใช้นั้นจะเริ่มจากช่องทางการสรรหา การกำหนดรูปแบบใบสมัคร ข้อมูลจากบุคคลอ้างอิง การสัมภาษณ์และการใช้แบบทดสอบบุคลิกภาพ 

กำหนดแหล่งสรรหาพนักงาน 

           โดยทั่วไปเรามักจะกำหนดบุคลิกภาพ โดยดูจาก job description เป็นหลัก ว่าตำแหน่งใด ควรมีคุณสมบัติอย่างไร เช่นงานประสานงานต่างประเทศต้องการความถนัดด้านภาษา งานขายต้องมีทักษะด้านการเจรจา เป็นต้น แต่มีปัจจัยอื่นที่ อย่างเช่น คนในองค์การอาจจะมีวัฒนธรรมในการเลือกผู้ร่วมงานที่มีบุคลิกภาพคล้ายตน เช่น จบมหาลัยเดียวกัน คณะเดียวกัน จะทำงานเข้ากันได้ดี ผู้คัดเลือก สามารถเลือกช่องทางรับสมัครแบบเจาะจงได้ เช่น รับวิศวกรจากมหาลัยที่ต้องการโดยตรง, การลงโฆษณาใน www.jobdb.com สำหรับงานประสานงานต่างประเทศ ,ตำแหน่งแม่บ้านจากกรมจัดหางาน เป็นต้น 

การกำหนดข้อมูลใบสมัคร 

           ในการออกแบบใบสมัคร ควรกำหนดหัวข้อให้ครอบคลุมข้อมูลและรายละเอียดต่าง ๆ ของผู้สมัครให้สมบูรณ์มากที่สุด โดยเฉพาะข้อมูลที่องค์การธุรกิจต้องการทราบเพื่อประโยชน์สูงสุด และเพื่อความสะดวกแก่ผู้คัดเลือกพิจารณาตัดสินใจ และข้อมูลสำคัญต่าง ๆ นี้ทำให้สามารถประเมินบุคลิกภาพของผู้สมัครได้ด้วย
ดังที่เราทราบอยู่แล้วว่า บุคลิกภาพ มาจากกรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างข้อมูลและ รายละเอียดที่สำคัญ ซึ่งควรมีปรากฏในใบสมัครเพื่อให้ผู้สมัครกรอก เช่น ลักษณะภายนอก เพศ, อายุ, ลักษณะทางร่างกาย เช่น ส่วนสูง น้ำหนัก สีผิว สีตา สีผม ฯลฯ, เชื้อชาติ, ศาสนา ข้อมูลทางสุขภาพ ฯลฯ สภาพแวดล้อม ภูมิลำเนา สถานภาพของครอบครัว ประสบการณ์ทำงาน การศึกษา งานอดิเรก กิจกรรมทางสังคม ความสามารถพิเศษ ฯลฯ
เราสามารถคัดเลือกเบื้องต้นได้ตามบุคลิกภาพที่เรากำหนดไว้ จากข้อมูลเหล่านี้ได้ เช่น งานแอร์โฮสเตส ต้องการส่วนสูง 160 ขึ้นไป นอกเหนือจากบุคลิกภาพที่ดีให้ความประทับใจกับลูกค้าแล้ว ก็เพื่อสะดวกในการใช้งานอุปกรณ์บนเครื่องบนด้วยด้วย สิ่งที่ควรระวังคือ ข้อมูลในส่วนนี้เราใช้ในการพิจารณาประกอบเท่านั้น ไม่ควรเชื่อถือมากจนเกิดอคติ หรือประทับใจมากเกินไป จะทำให้สิ่งที่เรามองเห็นในตัวผู้สมัครผิดเพี้ยนจากความเป็นจริงได้ 

ข้อมูลจากบุคคลอ้างอิง 

           การที่จะได้มาซึ่งข้อมูลจากบุคคลที่อ้างอิง ควรพยายามหลีกเลี่ยงการให้เขียนลงในเอกสารหรือในใบสมัครเพราะอาจเกิดความ เกรงใจ หรือความอึดอัดใจระหว่างผู้อ้างอิงกับผู้สมัครได้ จึงอาจได้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง และทำให้เรามองเห็นบุคลิกภาพของผู้สมัครได้ไม่ชัดเจน ผู้ทำหน้าที่ในการคัดเลือกผู้สมัคร อาจหาข้อมูลโดยไปสัมภาษณ์ หรือโทรศัพท์ไปถามโดยตรงกับบุคคลที่ผู้สมัครได้อ้างอิงไว้ โดยถามถึงส่วนดีของผู้สมัครก่อน ให้บรรยายลักษณะเด่นของผู้สมัคร และประโยชน์ที่บริษัทจะได้จากผู้สมัครรายนั้น จากนั้นจึงถามถึงจุดอ่อนของผู้สมัคร ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่บุคคลทั่วไปจะพึงมีรวมทั้งข้อเสนอแนะในการช่วยเหลือ หรือพัฒนาพนักงานผู้นั้น และในกรณีที่ผู้อ้างอิงให้แนวคิดเกี่ยวกับผู้สมัครซึ่งอาจจะเป็นทางบวกมากไป หรือทางลบมากไป ผู้พิจารณาก็ควรหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อประกอบการตัดสินใจ